Fan-Fiction

chapter 1

posted on 31 May 2007 17:31 by chemistry  in Fan-Fiction

คอมเสีย...ยกเครื่องไปซ่อมอยู่และได้ข่าวมาว่าข้อมูลทั้งหมดอาจโดนล้างจนเกลี้ยง ซึ่งอาจรวมถึงไฟล์ w-inds,da pump และnamie สุดที่รักของกรูด้วย(โฮกกกกกก..น้ำตาตกใน) ตอนนี้เลยนั่งเล่นไอ้แก่บนห้องแทนไปก่อนชั่วคราว แอบมาโพสฟิคไว้โดยไม่ได้บอกเบื้องบนว่าแต่งเรื่องนี้ไว้ด้วย เรื่องนี้ไม่มีกำหนดต่อเพราะยังแต่งไม่ถึงไหน ไม่มีกำหนดจบเพราะไม่รู้ว่าจะให้จบยังไง ว่าง่ายๆเหมือนแต่งขึ้นมาชั่ววูบนั่นเอง เหอๆๆๆ...(อีนี่เอาแน่เอานอนกับชีวิตได้ไหมว่ะเนี่ย)

หมายเหตุ :

fiction เรื่องนี้เป็น Fan Fiction จากนวนิยายเรื่องฟ้าจรดทราย เพราะฉะนั้นเนื้อหาบางส่วนหรือชื่อตัวละครในบทประพันธ์อาจเหมือนกัน ขอแจ้งให้ทราบไว้ล่วงหน้าจ๊ะ

Special Thanks :

** เพื่อนกรูที่ให้ยืมนวนิยายเรื่องสุดขอบจักรวาลและฟ้าจรดทราย ฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2523(ได้ข่าวว่าทั้งเจ้าของกับไอ้คนอ่านยังไม่เกิดเลยนะนั่น) มาอ่าน ณ ที่นี้ด้วย ปล.ตอนนี้เพื่อนกำลังหาหนทางซ่อมแซมหน้าปกให้อยู่นะ

** บทความเกี่ยวกับทะเลทรายซาฮาร่าที่ Search หาเจอใน Google ลิ้งค์ตอนนี้คาดว่าคงหายไปพร้อมกับการล้างเครื่องไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยแหง๋ๆ

chapter 1

นิ้วเรียวสัมผัสปกหนังสือสีน้ำเงินเข้ม นัยน์ตากลมโตมองตัวอักษรสีเงินบนหน้าปกพร้อมกับที่ริมฝีปากบางได้รูปขยับปากอ่านตามก่อนจะเริ่มต้นพลิกอ่านหน้าแรกของหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ

....ทะเลทราย คือ ดินแดนแห้งแล้งจัดจนพืชและสัตว์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ หรือแม้กระทั่งคนก็แทบจะอาศัยอยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะมีแต่ความร้อนและเนินทรายเท่านั้นเอง สภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทราย มีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย เกือบเป็นศูนย์ตลอดปี และถึงแม้ในบางเวลาจะมีฝนตกในทะเลทรายบ้างก็ตาม แต่อากาศที่ร้อนจัดทำให้น้ำฝนระเหยหายไปก่อนที่เม็ดฝนจะตกถึงพื้นทรายยกเว้นกรณีที่เป็นห่าฝน ซึ่งเมื่อตกถึงทรายแล้วน้ำก็จะไหลซึมลงไปใต้ดินกลายเป็นน้ำบาดาล สู่โอเอซิส (oasis) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์กลางทะเลทรายในที่สุด....

....อุณหภูมิของอากาศเหนือทะเลทรายแต่ละแห่งตามปกติจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับว่าทะเลทราย ตั้งอยู่ที่ใดของโลก การแทบจะไม่มีเมฆในท้องฟ้าทำให้ทะเลทรายได้รับแสงแดดจากดวงอาทิตย์ตรงๆ อุณหภูมิของอากาศเหนือทะเลทรายจึงอาจสูงถึง 65 องศาเซลเซียส แต่ในเวลากลางคืนเพราะทรายคายความร้อนได้เร็ว อุณหภูมิของอากาศอาจลดต่ำถึง 25 องศาเซลเซียส ความแตกต่างที่ระหว่างอุณหภูมิของอากาศในเวลากลางวันและกลางคืนนี่เองที่เป็นสาเหตุทำให้ในทะเลทรายมีพายุพัดรุนแรง ซึ่งนักท่องทะเลทรายมักจะพบว่าพายุทรายนั้นพัดรุนแรงมากและเกิดบ่อย....

อ่านได้เพียงเท่านี้เสียงระฆังจากโบสถ์ดังขึ้นขัดจังหวะ วางหนังสือลงบนโต๊ะหัวเตียงลุกขึ้นสำรวจเครื่องแต่งกายว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ ก่อนเดินออกจากห้องมุ่งหน้าสู่โบสถ์ เดินไปถึงนักศึกษาส่วนใหญ่เริ่มนั่งตามที่นั่งประจำของแต่ละคนเกือบครบหมดแล้ว เมื่อเห็นผู้มาใหม่นักศึกษาบางคนจึงอดส่งเสียงทักทายไม่ได้จนหลบสายตาดุของบรรดาคุณพ่อที่กำลังสั่งให้นักศึกษาอยู่ในความสงบไม่ทัน ซึ่งคนถูกทักก็ได้แต่ส่งยิ้มพร้อมกับโบกมือให้แค่นั้น แต่กลับทำเอาเจ้าของเสียงทักถูกเพื่อนที่นั่งติดกันหมายหัวไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบพิธีการจบการศึกษาของวันนี้ถึงเริ่มขึ้นได้ หลังจากคุณพ่ออธิการอ่านสุนทรพจน์จบ บาทหลวงที่เป็นพิธีกรของงานประกาศชื่อเหล่านักศึกษาเพื่อให้ลุกขึ้นรับใบประกาศนียบัตรและรางวัลต่างๆ ซึ่งคนที่ต้องเดินขึ้นรับรางวัลบ่อยกว่าคนอื่นไม่พ้นบุคคลที่เป็นจุดสนใจเมื่อครู่นี้ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยว่ามีบุคคลผู้หนึ่งกำลังจับจ้องอากัปกิริยาของตัวเองอยู่ตลอด

" คุณพ่อเซกิไม่ทราบว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใครหรือครับ ผมเห็นแกขึ้นรับรางวัลหลายรอบแล้ว "

" ท่านจำเด็กที่ถูกนำมาที่นี่เมื่อ 20 ปีก่อนไม่ได้หรือครับ "

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเป็นปมนั่งครุ่นคิดพักหนึ่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายทันทีเมื่อหวนนึกถึงอดีตเมื่อ 20 ปีก่อนออก สมัยนั้นตัวเองยังทำหน้าที่เป็นคุณพ่ออธิการอยู่ ณ โบสถ์แห่งนี้ เช้าวันหนึ่งที่อากาศสดใสเฉกเช่นวันนี้หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งอุ้มเด็กน้อยหน้าตาน่ารักมาหาพร้อมกับพูดจาฝาฝั่งร่างในอ้อมกอดกับตัวเอง หล่อนให้ข้อมูลเพียงว่าเด็กน้อยเป็นบุตรของนายน้อยทายาทของตระกูลแห่งหนึ่งกับหญิงสาวรับใช้ในบ้าน เมื่อเด็กน้อยลืมตาดูโลกได้ไม่นานผู้เป็นบิดาตัดสินพาครอบครัวไปตั้งรกรากที่ต่างประเทศ เพื่อหลีกหนีคำค่อนขอดจากบรรดาญาติพี่น้อง แต่เหมือนเคราะห์กรรมซ้ำเติมเมื่อนายน้อยและภรรยาประสบอุบัติเหตุเสียงชีวิตทั้งคู่ ทิ้งลูกน้อยไว้ท่ามกลางเหล่าญาติที่ตั้งแง่รังเดียดฉันท์ทายาทของคนทั้งคู่ หล่อนจึงต้องจำใจนำเด็กน้อยมามอบให้กับทางโบสถ์

อดีตคุณพ่ออธิการจำได้ว่าหลังจากที่รับฟังเรื่องราวทั้งหมดตนเองยื่นมือรับเด็กน้อยจากหญิงวัยกลางคน ทันทีที่ร่างน้อยตกอยู่ในวงแขนมือเล็กทั้งสองกำเสื้อสีดำสนิทไว้แน่น ดวงหน้าเงยขึ้นเพื่อมองชายแปลกหน้า เมื่อนัยน์ตาทั้งคู่ประสานกันดวงหน้าแสนไร้เดียวสาส่งยิ้มให้พร้อมกับที่มือน้อยข้างหนึ่งยกขึ้นสัมผัสโครงหน้าคนที่อุ้มอยู่ราวกับว่านี่คือการแสดงความรู้จักอีกฝ่าย อดยิ้มให้กับความเดียงสานี้ไม่ได้ตั้งใจจะเกลี่ยกล่อมให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ แต่พอเงยหน้าขึ้นมากลับไร้เงาของสตรีคนดั่งกล่าวเหลือเพียงของใช้สำหรับเด็กอ่อนวางไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น

ในเมื่อความสงสัยทั้งหมดไม่ได้ถูกไขกระจ่างคุณพ่ออธิการจึงไหว้วานเพื่อนสนิทที่เปิดบริษัทนักสืบช่วยหาข้อมูลของหนูน้องปริศนาคนนี้มาให้ จนรู้มาว่าแท้จริงแล้วเด็กน้อยผู้นี้เป็นบุตรของทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลโองาตะอดีตขุนนางเก่าแก่ตั้งแต่สมันเฮอันผู้มีชื่อเสียงในเรื่องการยึดถือยศฐาบรรณาศักดิ์เป็นที่หนึ่ง จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจแม้แต่น้อยว่าเหตุใดเด็กคนนี้จึงถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดีจากคนในตระกูล หลังจากรับเด็กน้อยมาดูแลได้ไม่นานอดีตคุณพ่ออธิการก็ได้รับจดหมายให้ไปรายงานตัวเข้าเป็นข้ารับใช้ประจำสำนักวาติกัน นับแต่นั้นจึงไม่ได้กลับมาที่โบสถ์แห่งนี้อีกเลย

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองภาพเบื้องหน้าจากเด็กตัวเล็กกลับกลายเป็นหนุ่มน้อย ดวงหน้าอ่อนเยาว์มาบัดนี้ดูงดงามไม่แตกต่างจากสตรี นัยน์ตาเดียงสาคู่นั้นดูสงบนิ่งแต่กลับแฝงความอยากรู้อยากเห็นและแววดื้อรั้นไว้ภายใน ริมฝีปากบางระเรื่อสีชมพูรับกับโครงหน้ารูปไข่ ผมสีดำยาวประบ่าขับดวงหน้าให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น กิริยามารยาทการแสดงออกตลอดพิธีการสมกับเป็นทายาทตระกูลขุนนางเก่าแก่ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองทันที

" คุณพ่อเซกิ เด็กคนนั้นหลังจากเรียนจบจากที่นี่ เขามีโครงการกับชีวิตยังไงต่อไปบ้าง "

" ตัวผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ แต่คิดว่าแกคงจะอยู่ที่โบสถ์ไปก่อนระยะหนึ่ง "

" แล้วทางตระกูลโองาตะล่ะ ว่ายังไงบ้าง "

" ปฎิเสธไม่ยอมรับแกท่าเดียว ส่วนเจ้าตัวก็ไม่ปริปากพูดถึงญาติๆทางนั้นแม้แต่น้อยคงจะคิดตกแล้วครับ "

" งั้น...หลังจบพิธีช่วยเรียกเด็กคนนั้นมาพบผมที่ห้องรับรองหน่อยนะ "

" ครับ คุณพ่อโรเจอร์ "

............................

............

.....

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้งก่อนผู้อยู่ด้านในเอ่ยปากอนุญาต ริวอิจิจึงเดินเข้าไปในห้องรับรองพบคุณพ่ออธิการกำลังนั่งคุยกับชายต่างชาติคนหนึ่ง พิจารณาจากลักษณะการแต่งกายที่เหมือนกับคุณพ่อเซกิก็พอคาดเดาได้ว่าชายผู้นี้คงเป็นแขกจากสำนักวาติกันที่คุณพ่อบอกกับเหล่านักศึกษาเมื่อปลายอาทิตย์ที่แล้ว

" ริวอิจิมาถึงแล้วเหรอ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ " พูดขอตัวก่อนจะเดินออกจากห้องไป เมื่อเห็นว่าผู้มาไหม่ยังยืนอยู่หน้าประตูห้องไม่ขยับตัวไปไหนจึงผายมือไปที่โซฟาฝั่งตรงข้าม

" นั่งสิ "

" ขอบคุณครับ "

" พ่อชื่อโรเจอร์ บารอนเคยเป็นคุณพ่ออธิการของที่นี่... ริวอิจิ โองาตะสินะ เมื่อครู่นี้ในงานพิธีพ่อเห็นเธอขึ้นรับรางวัลหลายครั้งเลยลองถามเรื่องเธอจากคุณพ่อเซกิดู ท่านบอกว่าเธอเป็นเด็กฉลาดเรียนเก่ง มักได้คะแนนอยู่ในลำดับท็อปของชั้นเรียนตลอดพ่อก็เลยอยากคุยกับเธอ คุณพ่อเซกิบอกว่าเธอยังไม่มีโครงการหลังจากเรียนจบจากที่นี่ "

" ครับ ผมคิดไว้ว่าในระหว่างนี้จะอยู่ดูแลเด็กๆที่นี่ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อเซกิครับ "

" เป็นความคิดที่ไม่เลว แต่ว่าคุณปู่และญาติของเธอจะไม่ตำหนิทางเราหรือที่ไม่ยอมปล่อยให้หลานชายได้กลับบ้านบ้าง " ลองถามหยั่งเชิงดู บาทหลวงโรเจอร์รู้สึกได้ว่าร่างตรงหน้าเริ่มมีอากัปกิริยาเปลี่ยนไป นัยน์ตาเมื่อครู่ที่จับจ้องมาทางตนเองอย่างไม่มีท่าทีหวาดหวั่นกลับลู่ต่ำลง มือที่วางบนหน้าตักเริ่มกุมเข้าหากันจนปลายนิ้วเริ่มกลายเป็นสีเข้ม

" ผมกับคนพวกนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันและพวกเขาก็คงลืมไปแล้วว่ายังมีผมอยู่ ทุกวันนี้ที่ยอมให้ผมใช้นามสกุลนี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ "

" อย่างนั้นหรือ "

" ครับ "

" ริวอิจิพ่อมีคำแนะนำบางอย่างกับเธอในเมื่อยังไม่รู้ว่าอนาคตจะทำอะไร เธอไม่คิดจะอุทิศตนรับใช้พระผู้เป็นเจ้าหรือ " เงยหน้ามองบาทหลวงโรเจอร์ทันที

" ท่านหมายถึงเรื่องบวช.. "

" ใช่.... หรือว่าแท้จริงแล้วเธอยังมีความปราถนาบางอย่างซุกซ่อนไว้ในใจ "

" ก่อนหน้านี้ผมเคยได้ยินคนในโบสถ์พูดเหมือนกันว่าถ้าผมเรียนจบเมื่อไหร่ต้องบวชเพื่อรับใช้พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งตัวผมเองก็ยินดีที่จะปฎิบัติตามเพราะถ้าไม่ได้ทุกคนที่นี่ผมคงมีความเป็นอยู่ที่แย่หรือไม่ก็อาจจะตายไปแล้วก็ได้ แต่ว่า... " บาทหลวงโรเจอร์ส่งยิ้มให้เมื่อเห็นว่าคนพูดมีท่าทีลำบากใจในเรื่องที่กำลังจะพูดต่อจากนี้ไป

" บอกมาเถอะริวอิจิพ่อยินดีรับฟัง " นั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดออกไป

" เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมาฟุรุยะ เคตะที่คุณแม่ของเขาได้แต่งงานกับเศรษฐีชาวอาหรับเข้ามาเล่าเรื่องในประเทศที่เขาอยู่ให้ผมฟังว่าเด็กๆส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีโอกาสได้เรียนหนังสือพวกที่มีโอกาสมักเป็นลูกของผู้มีอันจะกิน ฟุรุยะตั้งใจไว้ว่าถ้าเรียนจบจากที่นี่เขาจะไปเปิดโรงเรียนสอนเด็กเหล่านั้น แต่เขากลัวว่าครูเพียงคนเดียวคงสอนนักเรียนได้ไม่หมด เขาเลยเอ่ยปากชวนผมให้ไปเป็นผู้ช่วยของเขา "

" เป็นเรื่องที่ดีมากพ่อสนับสนุนเต็มที่ "

" แต่.... "

" แต่อะไร "

" การเดินทางไปต่างประเทศค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนั้นไหนจะค่าครองชีพในแต่ละวันอีก จะให้ทางโบสถ์เป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ผมว่ามันออกจะไม่เหมาะเพราะทุกวันนี้ที่นี่ก็แบกรับค่าใช้จ่ายมากพอดู " พูดเสียงเบา บาทหลวงโรเจอร์ที่นั่งฟังมาโดยตลอดอดชื่นชมในความนึกคิดของเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ จึงถามคนที่นั่งนิ่งบนโซฟาต่อ

" แล้วถ้าสมมุติเธอไปที่นั่นได้ เธอมั่นใจมากน้อยแค่ไหนที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องการทำโรงเรียนร่วมกับคุณฟุรุยะ "

" ฟุรุยะบอกผมว่าคุณพ่อเขาจะเป็นคนออกทุนในการสร้างโรงเรียนและค่าดำเนินการต่างๆให้ครับ ตอนแรกเราจะเริ่มสอนจากพวกเด็กๆในบ้านของฟุรุยะก่อน "

" อืม...เธอลืมไปอีกเรื่องนะริวอิจิ ประเทศที่เธอจะไปนั้นถูกห้อมล้อมไว้ด้วยทะเลทราย วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนที่นั่นก็แตกต่างจากที่นี่มาก เธอจะปรับตัวได้รึเปล่านั่นคือปัญหาอีกอย่างหนึ่ง "

" เด็กที่ถูกญาติตัวเองปฎิเสธแถมยังโดนเรียกว่ากาฝาของตระกูลมาตลอด 20 กว่าปีเทียบกับการที่ต้องไปเผชิญหน้ากับดินแดนที่เราไม่รู้จัก ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่ผมทนไม่ได้ครับ " กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แต่คนพูดจะรู้ตัวไหมว่าเมื่อครู่นี้นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนความเจ็บปวดเกมน้อยเนื้อต่ำใจไว้ก่อนที่มันจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ตัวว่าเผลอแสดงความอ่อนแอให้ผู้อื่นได้เห็น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองเด็กหนุ่มเห็นได้ว่าเรื่องบรรดาญาติพี่น้องนั่นยังคงเป็นบาดแผลลึกในใจไม่หาย แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตามที

" จริงอยู่ว่าทางโบสถ์ไม่มีเงินทุนให้ แต่ถ้าเป็นเงินส่วนตัวของพ่อคงช่วยเธอได้ประมาณ 6 เดือนแรก หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอแล้วนะริวอิจิ โองาตะ " ริวอิจิได้แต่นั่งงงกับคำพูดเมื่อครู่ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มและแววตาแสนอ่อนโยนจากบาทหลวงโรเจอร์ ทำเอาเด็กหนุ่มคลี่ยิ้มออกทันที

" ขอบคุณครับคุณพ่อ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเป็นแน่นอน "

" ริวอิจิ...พ่อขออวยพรให้เธอโชคดี การที่เธอได้ไปที่นั่นอาจจะเป็นพระประสงค์ของพระองค์ก็ได้ "

..........................................

..........................

...............

" ริวจัง!!..คุณพ่อเรียกไปพบมีเรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอ "

เสียงถามดังขึ้นในระหว่างที่ริวอิจิกำลังเดินทางกลับหอพัก เจ้าของเสียงกำลังวิ่งหน้าตั้งมาทางนี้ เผยให้เห็นดวงหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก แก้มแดงนิดๆเนื่องจากวิ่งมาในระยะทางค่อนข้างไกล ยืนหอบพักหนึ่งเพื่อโกยอากาศเข้าปอดให้มากที่สุด โดยมีร่างสูงที่เพิ่งเดินมาถึงลูบหลังให้

" บอกแล้วว่าอย่าวิ่งแค่เดินตามมายังไงก็ทันอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมเชื่อ " เหวี่ยงค้อนให้ทีหนึ่งทำเอาคนตัวสูงยอมเอ่ยปากขอโทษถึงยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี หันมองหน้าเพื่อนเพื่อรบเร้าเอาคำตอบ ยิ่งเห็นริวอิจิยืนอมยิ้มไม่ยอมพูดอะไร คราวนี้เริ่มอารมณ์เสียขึ้นมานิดๆ

" ริว-อิ-จิ... "

" บอกแล้วๆ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ เมื่อครู่คุณพ่อเซกิเล่าเรื่องฉันให้คุณพ่อโรเจอร์ที่เดินทางมาจากวาติฟัง ท่านเลยอยากพบฉันขึ้นมา คุยกันไปได้พักหนึ่งฉันเล่าเรื่องที่เราจะไปเปิดโรงเรียนสอนเด็กที่ประเทศบ้านเกิดนาย ท่านก็เลย... "

" ก็เลย...อะไรล่ะ รีบเล่าๆมาสิ "

" ท่านบอกว่าจะเป็นคนช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ฉันใน 6 เดือนแรก "

" หมายความว่า... " เมื่อเห็นริวอิจิพยักหน้าให้แทนคำตอบเท่านั้น ฟุรุยะ เคตะส่งเสียงด้วยความดีใจไม่สนใจสายตาคนที่เดินผ่านไปมาแม้แต่น้อย เข้ากระโดดกอดริวอิจิหนหนึ่งก่อนที่จะคว้าตัวร่างสูงข้างๆเข้ามากอดซะแน่นเป็นพักใหญ่ เมื่อเริ่มหายดีใจก็เป็นตัวตั้งตัวตีในการไปเลี้ยงฉลองกัน

" เชิญพวกนาย 2 คนตามสบายนะ ส่วนฉันคงต้องขอตัวพอดีอ่านหนังสือค้างไว้ " ริวอิจิเป็นฝ่ายขอตัว ทำเอาต้นคิดเริ่มหน้าหงิกด้วยความไม่พอใจ แต่ใบหน้าต้องฉีดสีด้วยประโยคถัดมาของเพื่อนสนิท

" ฉันไม่อยากขัดเวลาสวีทที่เหลือเพียงน้อยนิดของพวกนาย ขอให้สนุกนะ " พูดจบเดินกลับหอพักทันที เคตะน้อยได้ถอดใจเฮือกหนึ่งก่อนจะคว้าลำแขนคนรักไว้

" อากิระเราไปกันเถอะ " ระหว่างทางอากิระอดที่จะเอ่ยถามเรื่องริวอิจิไม่ได้

" เพื่อนนายนี่แปลกดีนะ ทั้งๆที่เป็นคนดังของที่นี่แต่กลับชอบปลีกวิเวกอยู่คนเดียวไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เวลามีงานเลี้ยงนอกสถานที่แต่ละครั้งฉันไม่เคยเห็นไปร่วมงานแม้แต่ครั้งเดียว ทำเอาเจ้าคุโน่ที่เคยเล็งริวอิจิไว้ถอดใจยอมแพ้มาแล้ว " อดจะพูดพาดพิงถึงเพื่อนสนิทไม่ได้ อากิระจำได้ดีว่าครั้งแรกที่เจ้าเพื่อนคนนี้เห็นริวอิจิทำเอาเจ้านั่นเก็บไปนอนเพ้อสามวันสามคืนจนนั่งคิดหาหนทางที่จะพิชิตใจอีกคนให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จเพราะริวอิจิมักอยู่แต่ในโบสถ์นอกจากเวลาเรียนและทานอาหารแล้วเรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้พบตัวร่างเล็กนี้เลย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เจ้านั่นขอริวอิจิออกเดทแต่กลับถูกอีกฝ่ายปฎิเสธอย่างนุ่มนวลเล่นเอาคุโน่ซึมไปทั้งวัน

" คิกๆ ตั้งแต่รู้จักมาริวอิจิก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว คนมีปมมักเป็นแบบนี้แหละ นี่...เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลังก่อน อากิระจำสัญญาที่ให้ไว้ได้ไหม "

" อืม..ฉันจะรีบไปหานายให้เร็วที่สุด หลังจากนั้นเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปดีไหม แต่ระหว่างนั้นอย่าเผลอใจให้ใครล่ะ "

จิ้มนิ้วลงกับจมูกเล็กได้รูปทำเอาเคตะน้อยส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี มองซ้ายทีขวาทีไม่เห็นใครเดินผ่านมาโน้มใบหน้าอากิระเข้าตัวประทับริมฝีปากลงที่แก้มอีกฝ่าย ก่อนที่จะจูงมือเดินคู่กันไป


edit @ 2007/05/31 17:54:53